Wednesday, November 12, 2008
Autumn@Korea
22-27 ต.ค. กับการตะลุยเที่ยวเกาหลีแบบไม่ง้อทัวร์
ทริปนี้มีเรื่องตื่นเต้นมากมาย...โดยเฉพาะเรื่องนิ่มๆ ที่ไม่น่าพลาด
ตั้งแต่จองตั๋วผิดวัน ทำให้เกือบตกเครื่อง
แถมหนีที่บ้านไปไม่บอกใคร...แต่โดนจับได้ด้วยเรื่องตื้นๆ
และอื่นๆ อีกมากมาย...รอแป๊บนะ เดี๋ยวมาเล่าต่อ
Wednesday, May 03, 2006
เทคนิค 9 ประการสู่การเพิ่มผลผลิตในการทำงาน
เทคนิคที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตในการทำงาน
ประการที่ 1 วางแผนและทำให้ได้ตามแผน
ควรมีการวางแผนการทำงาน ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่การวางแผนในใจเท่านั้น แต่ต้องมีการบันทึกเพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามแผนนั้นๆ อาจบันทึกลงใน Diary ประจำวัน หรือหากอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำสามารถใช้โปรแกรม Microsoft Office Outlook ก็จะสะดวกยิ่งขึ้น
สิ่งที่ควรบันทึกลงในแผนการทำงาน ได้แก่
1. แผนการทำงานในแต่ละวัน เช่น กิจกรรมที่ต้องทำ การนัดหมายไม่ว่าจะเป็นการนัดพบตัวบุคคลหรือการนัดหมายทางโทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งการเตือนความจำในเรื่องสำคัญๆ
2. กิจกรรมที่จะทำต้องเขียนเป้าหมายของงานให้ชัดเจน และจัดลำดับความสำคัญ เช่น
??? งานที่ต้องทำในวันนี้
?? งานที่ควรทำในวันนี้
? งานที่ควรจะทำ ถ้ามีเวลา
3. สำหรับการนัดหมาย ควรระบุเวลาและใส่รายชื่อบุคคลที่จะต้องพบหรือโทรหา รวมถึงเรื่องที่จะต้องพูดด้วย
4. ควรโน๊ตเป็นพิเศษในส่วนช่วยเตือนความจำ โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องติดตามหรือสอบถาม กรณีมีงานแทรกเข้ามาระหว่างวัน
ประการที่ 2 การจัดลำดับความสำคัญของงาน
สิ่งที่สำคัญในการทำงานและเป็นเรื่องยากสำหรับมือใหม่ก็คือการจัดลำดับความสำคัญของงาน ซึ่งจะใช้เป็นหลักประกันว่า หากไม่สามารถทำงานได้เสร็จทั้งหมด แต่ก็ทำงานที่สำคัญได้สำเร็จ สำหรับมือใหม่หัดจัด อย่างน้อยควรจะต้องรู้กำหนดการของงานที่ได้รับมอบหมาย อาจสอบถามจากผู้บังคับบัญชาหรือผู้มอบหมาย แล้วนำงานทุกชิ้นมาเปรียบเทียบว่าด้วยศักยภาพของตัวเราแล้ว จะใช้เวลาเท่าไหร่ แล้วจึงค่อยจัดตารางการทำงาน ที่สำคัญก็คือ ต้องทำให้ได้ตามที่วางแผนไว้ เพราะฉะนั้นการวางแผนควรเผื่อเวลาไว้สำหรับการเกิดกรณีฉุกเฉินด้วย
ประการที่ 3 บริหารการใช้โทรศัพท์ให้เกิดประสิทธิผล
1. เมื่อรับโทรศัพท์ อันดับแรกต้องบอกสถานที่ทำงาน แผนก หรือชื่อโดยทันที
2. ควรเตรียมกระดาษ ปากกาไว้ข้างๆ โทรศัพท์ตลอดเวลา เพื่อจะได้บันทึกข้อความได้ทันท่วงที
3. ต้องมีเบอร์โทรศัพท์ที่จะต้องติดต่ออยู่เสมอๆวางไว้ใกล้ๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการค้นหาเบอร์ที่ต้องการ
4. ก่อนจะลงมือโทรศัพท์ ต้องคิดเสียก่อนว่าต้องการพูดเรื่องอะไร ทางที่ดีก็ควรบันทึกไว้เพื่อเตือนความจำ
5. พยายามรวบรวมเรื่องต่างๆ ที่จะโทรศัพท์แล้วจัดการโทรศัพท์ติดต่อให้เสร็จเพียงครั้งเดียวถ้าเป็นไปได้ โดยอาจจะเป็นช่วงเช้าของแต่ละวัน เพื่อจะได้มีเวลาสำหรับงานอื่นๆ
6. การเจรจาควรพยายามพูดให้รวบรัดและถูกต้อง โดยคิดถึงหลัก TEA ( Tell : บอกจุดประสงค์ที่โทร , Explain : อธิบายข้อความให้ชัดเจนและกระชับ , Action : บอกสิ่งที่คุณต้องการให้เขาทำ )
7. ถ้าคุณโทรหาใครและเขาไม่อยู่ ควรฝากข้อความไว้ และเช่นเดียวกัน หากจะออกไปธุระก็ต้องบอกให้เพื่อนร่วมงานรู้ว่า ไปที่ไหน และจะกลับเข้ามาอีกครั้งเมื่อไหร่
ประการที่ 4 จัดโต๊ะทำงานให้พร้อมที่จะทำงาน
การจัดโต๊ะทำงานให้พร้อมที่จะทำงาน จะช่วยให้ไม่เสียเวลาในการค้นหาของที่ต้องการ และการจัดอุปกรณ์หรือเครื่องเขียนที่จำเป็นต้องใช้ ให้พร้อมอยู่บนโต๊ะในที่ๆ เหมาะสม จะช่วยให้เกิดความสะดวกในการหยิบใช้และดูเรียบร้อย รวมทั้งยังช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในการทำงานอีกด้วย
ประการที่ 5 ไม่จับปลาสองมือ
จงลืมทุกสิ่งทุกอย่างจนกว่าคุณจะทำงานชิ้นนั้นสำเร็จ ไม่ทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกัน เพราะจะทำให้สมาธิของคุณหายไปครึ่งหนึ่ง
ประการที่ 6 จัดการกับเอกสารบนโต๊ะให้หมด
ถ้ามีจดหมายที่ต้องตอบ รายงานที่ต้องอ่าน หรือทำสรุป กระดาษเอกสารที่ต้องเก็บรวบรวมเข้าแฟ้มให้รีบทำในทันที ที่สำคัญก็คือพยายามระบายเอกสารออกจากโต๊ะทำงานให้เร็วที่สุด
ประการที่ 7 อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง
การผลัดวันประกันพรุ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของผู้ที่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า บางครั้งเราก็หลีกเลี่ยงงานเพราะความเบื่อ แต่ถ้าเริ่มต้นทำเสีย ก็จะลดความรู้สึกนั้นได้ ดีกว่าจะมัวนั่งคิดว่ายากและเยอะเลยไม่ทำ
ประการที่ 8 ตัดความกังวล
ความกังวลเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่มีความกดดันและชอบปล่อยเวลาว่าง วิธีที่ดีที่สุดที่จะแก้ปัญหาความกังวลก็คือ พยายามทำหรือปฏิบัติในสิ่งนั้นไม่ว่าจะกังวลมากแค่ไหน และพยายามลดความรู้สึกโดย
1. คิดว่า “การมีชีวิตอยู่ในวันหนึ่งๆ คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มันเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ได้ แต่คุณสามารถทำพรุ่งนี้ให้ดีได้ โดยการทำวันนี้ให้ดีก่อน”
2. อย่าใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งความจริงแล้วไม่มีอะไรสำคัญ
3. เผชิญกับสิ่งที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยทำให้ดีที่สุดในสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น “ถ้าชีวิตให้มะนาวแก่คุณ คุณก็ต้องคั้นน้ำมะนาวออกมาให้ได้”
4. อย่าใส่ใจกับคนรอบข้างมากเกินไป ถ้าคุณกังวลเกี่ยวกับคนรอบตัวมากๆ ก็ให้กลับไปนึกว่าเค้ามีอิทธิพลอะไรกับคุณบ้าง และมันมากขนาดที่จะทำให้คุณเป็นกังวลได้เชียวหรือ
ประการที่ 9 คิด ร่าง และเรียบเรียง
คุณต้องฝึกนิสัยการทำงานให้รู้จัก คิด ร่าง และเรียบเรียงก่อน แล้วค่อยลงมือทำ ซึ่งทำให้คุณสามารถปฏิบัติงานได้โดยใช้เวลาน้อยลง ดังนี้
คิด โดยใช้หลัก 4 W 1 H
Who คุณทำให้ใคร ?
What คุณต้องการอะไรจากที่ทำ ?
Why ทำไมคุณถึงทำ ?
When เป้าหมายของคุณคือเมื่อไหร่ ?
How คุณจะทำอย่างไร ?
ร่าง จัดลำดับความคิดที่ต้องแสดงออกลงในเศษกระดาษก่อน เฉพาะประเด็นสำคัญ
เรียบเรียง เตรียมประเด็นต่างๆ นั้นเรียบเรียงคำพูดหรือคำสั่งใหม่ให้เหมาะสม ขจัดประเด็นที่
ไม่เกี่ยวข้องออกไป
เทคนิคการเพิ่มผลผลิตไม่ได้จบเพียงเท่านี้ แต่อย่างไรก็ตามเทคนิค 9 ประการนี้ จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อ คุณได้ลงมือปฏิบัติตาม เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
ใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด
ใช้ทรัพยากรรอบตัวอย่างไรให้คุ้มค่า
แยกขยะ…ได้อะไร ???
เรามักได้ยินคนพูดถึงกันบ่อยเรื่องการแยกขยะ มีกิจกรรม มีเรื่องเล่าจากต่างประเทศมากมาย แต่คนไทยก็ไม่ได้มีการนำไปใช้อย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที บางคนกลับนึกตลกด้วยซ้ำที่รอบตัวมีถังขยะตั้งอยู่หลายๆ ใบ เพื่อใส่ของที่แตกต่างกัน โดยที่ไม่ได้คิดเลยว่านั่นล่ะจะกลายเป็นทองคำได้
การแยกขยะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ถ้าไม่นับถึงเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่พอกล่าวถึงเรื่องนี้ทีไร ก็กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อไปทันที เปลี่ยนเป็นเรื่องใกล้ๆ ตัวที่มองภาพแล้วต้องมานั่งนึกดีกว่า ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้ทิ้งเงินไปแล้วเท่าไหร่ มีน้องคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ทำงานอยู่บริษัทญี่ปุ่น ต้องแยกขยะและจัดให้เป็นระเบียบ แค่กระดาษต้องแยกเป็นกระดาษขาว กระดาษสี หรือแม้แต่กระดาษแฟกซ์ แต่การเสียเวลาแยกขยะที่ว่านั้น กลับได้เป็นโบนัสให้พนักงานไปเที่ยวต่างจังหวัดได้เลยทีเดียว
ประเทศไทยใช้กระดาษประมาณ 34 กก./คน/ปี หรือ 2 ล้านตัน/ปี การผลิตกระดาษ 1 ตัน ต้องใช้ต้นไม้ 17 ตัน ไฟฟ้า 1,000 กิโลวัตต์/ชั่วโมง น้ำมันเตา 300 ลิตร น้ำ 100 ตัน และคลอรีน 5 กิโลกรัม เห็นอย่างนี้แล้วไม่นึกเสียดายกระดาษที่ใช้ไปบ้างหรือคะ กระดาษสามารถขายกลับไปแปรรูปเป็นเยื่อกระดาษใหม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะมีราคาเท่ากันหมด อย่างกระดาษหนังสือพิมพ์ ราคา 3 บาท/กก. แต่กระดาษขาว ราคา 5 บาท/กก. แล้วในแต่ละวันบริษัทของคุณทิ้งกระดาษไปเท่าไหร่ โดยเฉพาะช่วงที่เอกสารบัญชีหรือเอกสารควบคุมหมดอายุ ไม่น้อยเลยใช่หรือเปล่าคะ หากไม่ต้องการให้ข้อมูลภายในรั่วไหล ก็ใช้วิธีย่อยกระดาษก่อนขายก็ได้ นั่นมีราคาถึง 3 บาท/กก. เลยทีเดียว อย่าทำให้มันหมดค่าไปเลยค่ะ
ขวดแก้วก็เหมือนกัน ราคาต่างกันมาก ขวดขาวเล็กๆ ราคา 0.60 บาท/กก. ขวดเครื่องดื่มชูกำลังที่มีสีแดง ราคา 0.50 บาท/กก. แต่ขวดเบียร์ ราคา 8 บาท/กก. (ประมาณ 3 ใบ/บาท) แต่ที่แพงสุดคือขวดน้ำปลาหรือขวดเหล้า ราคาตั้งใบละ 1 บาท เลิกงานสังสรรค์แล้วก็อย่าลืมเก็บขวดไปขายด้วยก็แล้วกัน
กรณีของโลหะ (Metal) คงแยกได้แค่เหล็กกับอลูมิเนียม เพราะใช้แม่เหล็ก (Magnetic) ได้ เราคงไม่ต้องถึงกับใช้วิธีไฟฟ้าสถิตย์ (Electrostatic) แยกโดยอาศัยความต่างในการนำไฟฟ้าหรอก มันยุ่งยากเกินไป ราคาของโลหะแตกต่างกันมาก เช่น เหล็ก ราคาแค่ 5.5 บาท/กก. แต่กระป๋องอลูมิเนียม ราคาสูงถึง 36 บาท/กก. และถ้าเป็นอลูมิเนียมอื่นๆ ราคาก็ขึ้นไปถึง 40-45 บาท/กก. ส่วนสังกะสี ราคาเหลือเพียง 2 บาท/กก. เท่านั้น แถมบางที่ไม่รับซื้อเลยอีกต่างหาก ทองแดงเส้นใหญ่ ราคา 130 บาท/กก. แต่ทองเหลือง ราคาแค่ 50 บาท/กก.
สำหรับพลาสติกเป็นเรื่องที่คนสงสัยกันมาก การที่พลาสติกมีราคาต่างกันนั้น เพราะประเด็นสำคัญของการ recycle อยู่ที่การแยกประเภท ถึงแม้พลาสติกประเภทเดียวกันจะมีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกัน แต่ก็ไม่สามารถเข้ากันได้เสมอไป (Incompatible) เช่น โพลีเอสเทอร์ (Polyester-PET) ที่ใช้ทำขวดพลาสติก จะแตกต่างจาก PET ที่ใช้ในการผลิตเส้นใย (Fiber) ถ้าจะให้แยกกันจริงๆ คงลำบาก เพราะอย่างขวดพลาสติกที่บรรจุน้ำอัดลม บนขวดจะระบุรหัสว่าเป็น PET เบอร์ 1 แต่ส่วนฐานของขวดกลับทำด้วย HDPE เบอร์ 2 นอกจากนี้ขวดพลาสติกยังมีส่วนประกอบอื่นอีก เช่น ฉลาก กาว และฝาปิดขวดที่เป็นพลาสติกชนิดอื่นด้วย
พลาสติกโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เทอร์โมพลาสติก (Thermoplastics) และเทอร์โมเซตติ้ง (Thermosetting) เทอร์โมพลาสติกนำมาหลอมและขึ้นรูปใหม่ได้ เช่น PVC (Polyvinylchloride) หรืออีกอย่างที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ขวด PET (Polyester) ดังนั้นจึงมีราคาสูงกว่า สำหรับพลาสติกขาว-ขุ่น (PE) หรือขวดน้ำเกลือ ราคาอยู่ที่ 5 บาท/กก. พลาสติกจำพวกขวดนม หรือถ้วยโยเกิร์ต ราคา 8 บาท/กก. พลาสติกใส/ขวด PET/ขวดน้ำมันพืช ราคา 13 บาท/กก. ส่วนท่อ PVC สีเทา ราคาแค่ 2 บาท/กก. เท่านั้น
เทอร์โมเซตติ้ง เป็นพลาสติกที่นำไปหลอมใหม่ไม่ได้ ได้แก่ ซิลิโคน (Silicone) PUR (Polyurethane) อีพอกซี่ (Epoxy) เมลามีน (Melamine) ฯลฯ ตัวอย่างเช่น ถ้วย ชาม ยางปูพื้นกันลื่น กาวสังเคราะห์ เป็นต้น
แยกขยะ..ได้อะไรบ้าง อย่างน้อยๆ ขยะที่เราขายก็ได้เงิน เป็นผลตอบแทนที่เห็นชัดเจนที่สุด ส่วนผลพลอยได้นั้นกลับมีค่ามากกว่าหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการประหยัดทรัพยากรของชาติ หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกทำลายจากการเผาขยะ การที่จะปฏิบัติได้อย่างเป็นกิจวัตรนั้น ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะทำ ไม่ใช่ถูกบังคับ และควรเป็นวัฒนธรรมที่ถูกฝึกให้ปฏิบัติกันทั้งองค์กร